เลขที่ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล 10202000368

บริษัท อาทออฟเซอร์เจอร์รี่ จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจึงได้จัดทำนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ขึ้น เพื่อชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด เพื่อให้เจ้าของข้อมูล
ส่วนบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถอ่านและศึกษานโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้

คำนิยาม

“กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง และแนวทางปฏิบัติที่ออกภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (รวมทั้งที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม)

“ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลธรรมดา ซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าโดยตรงหรือ
โดยอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ

“ข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว” หมายถึง ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว ซึ่งรวมถึงข้อมูลดังที่ระบุในมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ (Biometric) หรือข้อมูลอื่นใดซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกันตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูล
ส่วนบุคคลประกาศกำหนด

“เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง บุคคลซึ่งสามารถระบุตัวตนได้โดยข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

“บริษัทในเครือ” หมายถึง บริษัท บริษัทย่อย และบริษัทร่วมของบริษัท และหมายความรวมถึงผู้กระทำการแทนของบุคคลดังกล่าวด้วย

“ประมวลผล” หมายถึง การดำเนินการใด ๆ กับข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การเก็บรวบรวม บันทึก สำเนา จัดระเบียบ
เก็บรักษา ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ใช้ กู้คืน เปิดเผย ส่งต่อ เผยแพร่ โอน รวม ลบ ทำลาย เป็นต้น

“พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ตามที่อาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมเป็นครั้งคราว

ขอบเขตของการบังคับใช้

นโยบายนี้ใช้บังคับกับข้อมูลส่วนบุคคลใด ๆ ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าบริษัทจะประมวลผลข้อมูล
ส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้จากการทำธุรกรรม การติดต่อสื่อสาร หรือการมีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ ระหว่างบริษัทกับเจ้าของข้อมลส่วนบุคคล ไม่ว่าผ่านช่องทาง วิธีการ หรือรูปแบบใด ๆ ซึ่งรวมถึงเว็บไซต์ ระบบ แอปพลิเคชัน เอกสาร หรือ
ช่องทางการติดต่อสื่อสาร หรือนำเสนอสินค้าหรือบริการในรูปแบบอื่นที่ควบคุมดูแลโดยบริษัท

ในกรณีที่บุคคลใดให้ข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอื่นแก่บริษัท (“ผู้ให้ข้อมูลส่วนบุคคล”) ผู้ให้ข้อมูลส่วนบุคคลรับรองว่าได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวทราบเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยบริษัทตามที่ระบุในนโยบายฉบับนี้เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวให้แก่บริษัท และผู้ให้ข้อมูลส่วนบุคคลรับรองว่าในกรณีที่การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องอาศัยความยินยอมของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ผู้ให้ข้อมูลส่วนบุคคลได้รับความยินยอมโดยชอบด้วยกฎหมายจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องสำหรับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลมายังบริษัท และการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยบริษัทแล้ว ทั้งนี้ ผู้ให้ข้อมูลส่วนบุคคลตกลงว่าบริษัทมีสิทธิเรียกให้ผู้ให้ข้อมูลส่วนบุคคลแสดงหลักฐานเกี่ยวกับการแจ้งรายละเอียดการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล การขอ และการได้รับความยินยอมแล้วได้ทุกเมื่อ

ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทประมวลผล

บริษัทอาจประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลสวนบุคคล ดังนี้

ข้อมูลเฉพาะตัวบุคคล เช่น คำนำหน้าชื่อ ชื่อ นามสกุล ชื่อกลาง ชื่อเล่น ลายมือชื่อ เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน สัญชาติ เลขที่ใบขับขี่ เลขที่หนังสือเดินทาง ข้อมูลทะเบียนบ้าน เป็นต้น

ข้อมูลเกี่ยวกับคุณลักษณะของบุคคล เช่น วันเดือนปีเกิด เพศ ส่วนสูง น้ำหนัก อายุ สถานภาพการสมรส สถานภาพการเกณฑ์ทหาร รูปถ่าย ภาษาพูด ข้อมูลพฤติกรรม ความชื่นชอบ ข้อมูลการเป็นบุคคลล้มละลาย ข้อมูลการเป็นคนไร้ความสามารถหรือ เสมือนไร้ความสามารถ เป็นต้น

ข้อมูลสำหรับการติดต่อ เช่น หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขโทรสาร อีเมล ที่อยู่ ชื่อผู้ใช้งานในสื่อสังคมออนไลน์ แผนที่ตั้งของที่อยู่อาศัย เป็นตัน

ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานและการศึกษา เช่น ประวัติการทำงาน ประวัติการศึกษา ประเภทการจ้างงาน อาชีพ ยศ ตำแหน่ง หน้าที่ ความเชี่ยวชาญ สถานภาพใบอนุญาตทำงาน หมายเลขใบประกอบการ หมายเลขใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หมายเลขประจำตัวผู้ประกันตน หมายเลขประกันสังคม หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี หมายเลขบัญชีธนาคาร ข้อมูลบุคคลอ้างอิง ข้อมูลเงินเดือน วันเริ่มงาน วันออกจากงาน ผลการประเมิน สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ สถาบันการศึกษา วุฒิการศึกษา ผลการศึกษา วันที่สำเร็จการศึกษา เป็นต้น

ข้อมูลเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัย เช่น ผู้รับประกันภัย ผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ หมายเลขกรมธรรม์ ประเภทกรมธรรม์ วงเงินคุ้มครอง ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ เป็นต้น

ข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสังคม เช่น สถานภาพทางการเมือง การดำรงตำแหน่งทางการเมือง การดำรงตำแหน่งกรรมการในนิติบุคคลใด ๆ เป็นต้น

ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการทางออนไลน์ เช่น ชื่อบัญชีผู้ใช้งาน รหัสผ่าน ข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ ข้อมูลระบุพิกัด ภาพถ่าย วิดีโอ บันทึกเสียง ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน ประวัติการสืบค้น คุกกี้ หรือเทคโนโลยีในลักษณะเดียวกัน หมายเลขอุปกรณ์ (Devic ID) ประเภทอุปกรณ์ รายละเอียดการเชื่อมต่อข้อมูลเบราว์เซอร์ ภาษาที่ใช้งาน ระบบปฏิบัติการที่ใช้งาน เป็นต้น

ในกรณีที่บริษัทจะประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลประเภทอื่นนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในนโยบายฉบับนี้ บริษัทจะแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลประเภทอื่นดังกล่าว ทั้งนี้ ตามที่กฎหมาย
ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

คุกกี้และการใช้คุกกี้

คุกกี้ คือ ไฟล์ข้อมูลขนาดเล็กที่ถูกใช้เพื่อจัดเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บเบราว์เซอร์ เพื่อให้เว็บเบราว์เซอร์สามารถจดจำ
การใช้งานของผู้ใช้งานได้

บริษัทเก็บรวบรวมและใช้คุกกี้รวมถึงเทคโนโลยีอื่นในลักษณะเดียวกันในเว็บไซต์ที่อยู่ภายใต้ความดูแลของบริษัท เช่น [http://artsurgery.co.th/] หรือบนอุปกรณ์ของเจ้าของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้อย่างเหมาะสม และ/หรืออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าชมเว็บไซต์ โดยผู้เข้าชมเว็บไซต์สามารถตั้งค่าหรือลบการใช้งานคุกกี้ได้ด้วยตนเองจาก
การตั้งค่าเบราว์เซอร์ในอุปกรณ์ของตน

วัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์หลายประการ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะความสัมพันธ์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลกับบริษัทในเครือ และประเภทของผลิตภัณฑ์ บริการ หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงกรณีดังนี้

วัตถุประสงค์รายละเอียด
5.1 เพื่อเจรจาเข้าทำสัญญาหรือก่อนิติสัมพันธ์ (รวมถึงการยืนยันตัวตนหรือตรวจสอบอำนาจของบุคคล) และ/หรือการใช้สิทธิการปฏิบัติหน้าที่และการบังคับใช้สิทธิตามสัญญาหรือขอบเขตของนิติสัมพันธ์ดังกล่าวบริษัทอาจต้องประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในระหว่างเจรจาและก่อนการเข้าทำสัญญาหรือก่อนิติสัมพันธ์ (รวมถึงการยืนยันตัวตนหรือตรวจสอบอำนาจของบุคคล) และ/หรือการใช้สิทธิและปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาหรือขอบเขตของนิติสัมพันธ์ดังกล่าว เช่น สัญญาซื้อขายสินค้า สัญญาบริการ สัญญาจ้างแรงงาน สัญญาจ้างทำของ
เป็นต้น  ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อ 3 และข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว เช่น ศาสนา และ/หรือหมู่โลหิต ซึ่งปรากฏอยู่บนสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไทย (หากมี) ฐานกฎหมาย การดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญา และ/หรือการปฏิบัติตามสัญญา ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย ความยินยอมโดยชัดแจ้ง (สำหรับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว) หมายเหตุหากไม่ได้รับข้อมูลดังกล่าว บริษัทในเครืออาจไม่สามารถเข้าทำสัญญา หรือก่อนิติสัมพันธ์ หรือดำเนินการใด ๆ เพื่อปฏิบัติตามหรือบังคับใช้สิทธิสัญญาหรือนิติสัมพันธ์ดังกล่าวได้
5.2 เพื่อการสื่อสารและติดต่อประสานงานบริษัทอาจต้องประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อสื่อสารและติดต่อประสานงาน ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ข้อมูลเฉพาะตัวบุคคล และข้อมูลสำหรับการติดต่อ ฐานกฎหมาย ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
5.3 เพื่อรักษาความปลอดภัยที่สถานที่หรือทรัพย์สินของบริษัทในเครือบริษัทอาจต้องประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อรักษาความปลอดภัยที่สถานที่ หรือทรัพย์สินของบริษัทในเครือ ตลอดจนชีวิตและร่างกายของพนักงาน ผู้รับจ้าง ลูกค้า และ/หรือบุคคลใด ๆ ที่เข้ามาในสถานที่ของบริษัทในเครือ โดยบริษัทในเครืออาจติดตั้งกล้องวงจรปิดในสถานที่ของตนเพื่อบันทึกภาพ วิดีโอ และเสียงของบุคคลใด ๆ ที่เข้ามาในสถานที่ดังกล่าว และอาจขอให้บุคคลใด ๆ ที่เข้ามาในสถานที่ดังกล่าวยืนยันตัวตนก่อนเข้ามาในสถานที่ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ข้อมูลเฉพาะตัวบุคคลข้อมูลเกี่ยวกับคุณลักษณะของบุคคล ข้อมูลสำหรับการติดต่อ และข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว ได้แก่ ศาสนา และ/หรือหมู่โลหิต ซึ่งปรากฏอยู่บนสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไทย (หากมี) เป็นต้น ฐานกฎหมาย ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย ความยินยอมโดยชัดแจ้ง (สำหรับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว)
5.4 เพื่อการบริหารจัดการภายในของบริษัทในเครือบริษัทอาจต้องประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการบริหารจัดการภายในของบริษัทในเครือ เช่น จัดเก็บ บันทึก สำรองข้อมูล หรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อ 3 และข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว เช่น ศาสนา และ/หรือ
หมู่โลหิต ซึ่งปรากฏอยู่บนสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไทย (หากมี) ฐานกฎหมาย ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย ความยินยอมโดยชัดแจ้ง (สำหรับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว)
5.5 เพื่อให้บริการหรือจัดการเว็บไซต์แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ใดๆบริษัทอาจต้องประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บริการหรือจัดการเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ใด ๆ เช่น เพื่อให้บุคคลสามารถเข้าถึงเนื้อหาบนเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ใด ๆ ของบริษัทในเครือ เพื่อให้ทราบความชื่นชอบของผู้ใช้งาน หรือเพื่อประเมิน จัดการ หรือปรับปรุงเว็บไซต์
แอปพลิเคชัน หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ของบริษัท
ในเครือ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการทางออนไลน์ ฐานกฎหมาย ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
5.6 เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายบริษัทอาจต้องประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายข้อบังคับ คำสั่ง ประกาศ หรือหลักเกณฑ์อื่นที่ออกโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือเพื่อดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูล
ส่วนบุคคลของตน เป็นต้น ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อ 3 ฐานกฎหมาย การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บุคคลภายนอก เพื่อวัตถุประสงค์ตามที่ระบุในนโยบายฉบับนี้ โดยอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไปยังบุคคลต่อไปนี้

บริษัทในเครือ

ผู้ให้บริการของบริษัท เช่น คู่สัญญา สำนักงานบัญชี ผู้ตรวจสอบ และที่ปรึกษา และ/หรือหน่วยงานของรัฐ เช่น กรมสรรพากร เป็นต้น

  • 6.3 บุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงความเป็นเจ้าของหรืออำนาจควบคุมในบริษัทในเครือ หรือสินทรัพย์ หรือทรัพย์สินใด ๆ ของบริษัทในเครือ เช่น การซื้อขายหรือควบรวมกิจการ เป็นต้น

นอกจากนี้ บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายที่ใช้บังคับกำหนด หรือเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของหน่วยงานที่มีอำนาจ หน่วยงานรัฐ และ/หรือศาล ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง กรมสรรพากร เป็นต้น

การส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ

บริษัทไม่มีนโยบายในการโอนข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีความจำเป็น บริษัทอาจโอนข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกที่อยู่นอกประเทศไทย ทั้งนี้ ประเทศปลายทางที่รับข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวนั้นอาจมิได้มีมาตรการ หรือมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอตามที่ได้กำหนดไว้โดยกฎหมาย
ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อย่างไรก็ดี ในการโอนข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ บริษัทจะดำเนินการที่จำเป็นและเกี่ยวข้องตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด เพื่อให้แน่ใจได้ว่าการโอนข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวนั้นจะเป็นไปด้วยความระมัดระวังตามสมควร และมีความปลอดภัยที่เหมาะสมในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ และคนเสมือนไร้ความสามารถ

ในกรณีที่บริษัททราบว่าผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจะไม่ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลดังกล่าว จนกว่าจะได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครอง ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ (แล้วแต่กรณี) ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

ระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้ตราบเท่าที่ยังมีความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น โดยระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลจะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าว เช่น อายุของสัญญาและอายุความตามกฎหมาย เป็นต้น โดยเมื่อพ้นระยะเวลาและข้อมูลส่วนบุคคลสิ้นความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวแล้ว บริษัทจะลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถระบุตัวตนของเข้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ต่อไป

ทั้งนี้ ไม่ว่ากรณีใด บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นระยะเวลา 10 ปี หลังจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลสิ้นสุดความสัมพันธ์กับบริษัท หรือหลังจากที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้มีการติดต่อสื่อสารกับบริษัทเป็นครั้งสุดท้าย

บริษัทอาจเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนานกว่าที่กำหนดในนโยบายฉบับนี้หากกฎหมายอนุญาตหรือกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย

บริษัทมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ ทั้งนี้ บริษัทได้จำกัดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลให้สามารถเข้าถึงได้โดยพนักงานหรือบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่หรือได้รับมอบหมายที่มีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลดังกล่าวตามวัตถุประสงค์ใน
การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้แจ้งแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไว้แล้วเท่านั้น โดยบุคคลดังกล่าวจะต้องยึดมั่นและปฏิบัติตามมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของบริษัทอย่างเคร่งครัด ตลอดจนมีหน้าที่รักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลที่ตนเองรับรู้จากการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่

สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะมีสิทธิภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ดังต่อไปนี้

สิทธิในการขอถอนความยินยอม – เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอถอนความยินยอมเสียเมื่อใดก็ได้ เว้นแต่มีข้อจำกัดสิทธิในการถอนความยินยอมโดยกฎหมายหรือสัญญาที่ให้ประโยชน์แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล – เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของตนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท หรือขอให้บริษัทเปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวที่ตนไม่ได้ให้ความยินยอม อย่างไรก็ดี บริษัทอาจปฏิเสธคำขอดังกล่าวได้เฉพาะในกรณีที่เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล และการเข้าถึง และขอรับสำเนาข้อมูลนั้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น

สิทธิในการขอรับ ส่ง หรือโอนข้อมูลส่วนบุคคล – เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนจากบริษัทได้ในกรณีที่บริษัทได้ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลนั่นอยู่ในรูปแบบที่สามารถอ่านหรือใช้งานโดยทั่วไปได้ด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติและสามารถใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ (เช่น รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์) รวมถึงมีสิทธิขอให้บริษัทส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบดังกล่าวไปยังบุคคลอื่นโดยตรง เว้นแต่โดย สภาพทางเทคนิคไม่สามารถทำได้ ทั้งนี้ การใช้สิทธิดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด

สิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล – เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนเมื่อใดก็ได้ภายใต้เงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด โดยบริษัทจะไม่สามารถประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้นต่อไปได้และต้องแยกข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการคัดค้านนั้นจากข้อมูล
ส่วนบุคคลอื่นอย่างชัดเจนในทันทีเมื่อรับทราบการคัดค้านดังกล่าว เว้นแต่ในกรณีที่บริษัทพิสูจน์ได้ว่า
การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่สำคัญยิ่งกว่า หรือเป็นไปเพื่อการก่อตั้ง
สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้
สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือตรวจสอบได้ว่าเป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของบริษัท

สิทธิในการขอให้ลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคล – เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอให้บริษัทลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ ทั้งนี้
การใช้สิทธิดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด

สิทธิในการระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล – เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอให้บริษัทระงับการใช้ข้อมูล
ส่วนบุคคลในกรณีดังต่อไปนี้

เมื่อบริษัทอยู่ในระหว่างการตรวจสอบตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลขอให้ดำเนินการให้ข้อมูล
ส่วนบุคคลของตนเป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

เมื่อเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องลบหรือทำลายเนื่องจากมีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลขอให้ระงับการใช้แทน

เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาไว้ตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล แต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีความจำเป็นต้องขอให้เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ในการก่อตั้ง
สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย

เมื่อบริษัทอยู่ในระหว่างการพิสูจน์ว่าการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่สำคัญยิ่งกว่า หรือเป็นไปเพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้
สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือตรวจสอบว่าเป็น
การจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของบริษัท ทั้งนี้ เพื่อปฏิเสธการคัดค้านของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อ 11.4

สิทธิในการขอให้แก้ไขข้อมลส่วนบุคคลให้ถูกต้อง – เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอให้บริษัทดำเนินการให้ข้อมูลส่วนบุคคลของตนมีความถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

สิทธิในการร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล – เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถร้องเรียนเกี่ยวกับประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
(“สำนักงานฯ”) ได้ตามขั้นตอนที่สำนักงานฯ กำหนด

การร้องขอใช้สิทธิเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะเป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กำหนดใน พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งในบางกรณีบริษัทอาจมีสิทธิปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามคำร้องขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้

ข้อมูลติดต่อ

ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลประสงค์จะร้องเรียน มีข้อสอบถามหรือข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของตน หรือประสงค์จะใช้สิทธิใด ๆ ในข้อมูลส่วนบุคคลของตน กรุณาติดต่อบริษัทตามรายละเอียด ดังต่อไปนี้

บริษัทอาทออฟเซอร์เจอร์รี่จำกัด

ที่อยู่ : เลขที่ 287 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร 10210

อีเมล : [email protected]

โทรศัพท์ : 02-666-4666

เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ที่อยู่ : เลขที่ 287 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร 10210

อีเมล : [email protected]

โทรศัพท์ : 086-335-9511

การทบทวนนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทอาจทบทวนและเปลี่ยนแปลงนโยบายฉบับนี้เป็นครั้งคราวเมื่อจำเป็น หรือเมื่อกฎหมายที่ใช้บังคับกำหนด โดยบริษัทจะเปิดเผยข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท และ/หรือผ่านช่องทางอื่นใด ทั้งนี้ ในกรณีที่การเปลี่ยนแปลงใด ๆ นั้นกฎหมายที่ใช้บังคับกำหนดให้ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจะขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนที่
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับ

นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2567

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า

News & Events

ข่าวสารล่าสุดจากดิอาท

Imperial Room
6th Floor|

Premier Room
6th Floor|

Deluxe Room
5th Floor|

Essential Room
3rd Floor|

Recovery Room
3rd Floor|

เว็บไซต์รวมบริการจากทั้ง โรงพยาบาลและคลินิก

เว็บไซต์รวมภาพรีวิวจาก ผู้ใช้บริการจริงที่ดิอาท